จัดงานศพ

บทความ > ยาหม่องถ้วยทอง 60 ปีคู่คนไทย

60 ปี ถ้วยทองโอสถ

 

จากรุ่นสู่รุ่น

 

                ยาหม่องถ้วยทองเป็นยาทาภายนอกที่มีสรรพคุณคือ สามารถซึมเข้าในผิวหนังใช้บรรเทาอาการต่อไปนี้
                อาการขัดยอก ฟกซ้ำ เมื่อทายานี้แล้ว จะช่วยให้อาการเจ็บปวด ฟกช้ำ เบาบางลงไป ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่น ปวดตามกล้ามเนื้อ เป็นต้น เมื่อใช้ยานี้ทาถูนวดให้นานๆ จะทำให้อาการดีขึ้น บรรเทาอาการคัดจมูก
         บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ  หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม ควรทายานี้ที่ขมับ และจมูก บรรเทาอาการ ปวด เนื่องจากแมลงสัตว์กัดต่อย  เช่นมดกัด  ผึ้งต่อยหรือตะขาบกัด เป็นต้น เมื่อทายานี้แล้วความเจ็บปวดจะเบาบางลง

 

            ยาหม่องตราถ้วยทอง เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยอีกแบรนด์หนึ่งที่กำลังเอาจุดแข็งของการเป็น มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว มานานกว่า 60 ปี สานต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงมีอย่างเหนียวแน่น

 

               เสียงตลับยาหม่องเปล่าถูกเทลงมา กระทบพื้นโต๊ะเสียงดังกราวใหญ่  ก่อนที่คนงานส่วนหนึ่งจะเตรียมบรรจุลงตลับด้วยมือ พร้อมๆกับกลิ่นของตัวยาโชยเข้ามาแตะจมูก  เป็นความทรงจำที่ยังแจ่มชัดของดร.ยศพร ลีลารัศมี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทถ้วยทองโอสถ จำกัด  

 

                เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งคุ้นเคยกับกลิ่นของยาหม่องมาตั้งแต่เกิด  แต่กลับพิสมัยอาชีพทางด้านธุรกิจที่ดินเลยเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร  จบปริญญาโทด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และปริญญาเอกการวางแผนการเงินทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส  อเมริกา

 

                ปัจจุบันได้เข้ามาสานต่อธุรกิจยาหม่องของบรรพบุรุษ ด้วยวิธีคิดและการบริหารจัดการของคนรุ่นใหม่ และกำลังวางกลยุทธ์ตอกย้ำแบรนด์ ถ้วยทองโอสถ อีกครั้งหนึ่งกับผู้คน

 

                จุดกำเนิดจริงๆ ของยาหม่องตราถ้วยทอง ต้องย้อนอดีตกลับไปตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่2   

 

 

 

ย้อนรอย 60 ปี

 

                เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วธุรกิจของบริษัทถ้วยทองโอสถ จำกัด   เริ่มต้นตำนานในร้านขายของชำเล็กๆย่านตลาดพลูของนายเว่งเซี้ยง แซ่ลี้  ซึ่งเป็นปู่ของ ดร.ยศพร  และมีความสามารถในการปรุงยาควินินน้ำ ลีเปงเฮง ที่ได้รับการถ่ายทอดสูตรมาจากมิชชันนารีฝรั่ง เพื่อใช้รักษาโรคไข้มาเลเรีย ที่ระบาดอย่างหนักในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

 

                นั่นคือก้าวแรกในวงการธุรกิจยาก่อนที่ก้าวต่อมาจะพลิกโฉมหน้ากิจการครอบครัวตลอดกาล โดยมีคุณโยธิน ลีลารัศมี  หลานชายผู้ได้รับการถ่ายทอดสูตรและวิธีการปรุงยาขี้ผึ้งซึ่งมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และแก้พิษแมลงกัด จากแพทย์ชาวจีนท่านหนึ่งและได้ปรุงจนออกขายในปี 2485 ในชื่อ อุ่งตงกอ ที่แปลว่าน้ำมันนักกีฬา  และได้มีการปรับปรุงตัวยาและพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นยาหม่องที่มีสีเหลืองทองอำพันซึ่งเป็นสีจากสมุนไพรธรรมชาติ   และได้เริ่มวางตลาดอีกครั้งในช่วงปี 2487 ภายใต้ชื่อ ยาหม่องตราถ้วยทอง  และได้จดทะเบียนบริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด ในปีนั้น

 

                ในปี 2515 แสง ลีลารัศมี  บัณฑิตจากคณะเภสัชกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกชายของโยธิน ได้เข้ามาปรับปรุงสูตรของตัวยาและกรรมวิธีในการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP จากกระทรวงสาธารณสุข และย้ายสถานที่การผลิตมายังโรงงานที่ถนนจรัญสนิทวงศ์เพื่อขยายกำลังการผลิต  โดยมียศพร  ดูแลหลักในเรื่องบริหารตลาด  และเมธัส ลีลารัศมี รับผิดชอบดูแลในสายการผลิต

 

                ทั้ง 3 คนคือกำลังหลักของคนในรุ่นหลังที่ได้ร่วมกันสานต่อธุรกิจของบรรพบุรุษอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีหลังนี้บริษัทได้วางแผนทุ่มเม็ดเงินอีกนับร้อยล้านบาทซื้อเวลาโฆษณาในช่วงละครดังหลังข่าว พร้อมๆกับการทำบิลบอร์ดและโฆษณาในรถเมล์ รวมทั้งทำภาพยนตร์โฆษณา  เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้คนให้มากที่สุด

 

 เป็นการทำตลาดครั้งใหญ่ในรอบ 60 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการวางแผนทางด้านการตลาดกับสินค้าตัวใหม่ที่จะออกมา ภายใต้ชื่อบริษัท ถ้วยทองโอสถ

 

 

 

การตลาดในยุคแรก

 

     เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งซึ่งเติบโตด้วยกลยุทธ์ของการฉายหนังกลางแปลง  โดยตัวแทนจำหน่ายจะนำมาโฆษณาถึงสรรพคุณในวลีที่ว่า  แมลงมีพิษ กัดต่อย  ปวดเมื่อยทาถูๆยาหม่องตราถ้วยทอง สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ผู้คนในชนบท มานั่งดูหนังกลางแปลงตามพื้นหญ้า พื้นดิน จำเป็น ต้องมีไว้ใช้ พร้อมๆกับการบุกขายตามร้านขายยาในต่างจังหวัด  การเกิดขึ้นของยาหม่องตราถ้วยทองในช่วงนั้น เป็นไปพร้อมๆกับการเริ่มหายไปจากตลาดของยาหม่องตราบริบูรณ์บาล์ม ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่เกิดขึ้นมาก่อน

 

      เมื่อหมดยุคของหนังขายยา  การทำตลาดก็ได้ยึดหัวหาดสื่อวิทยุตามสถานีในต่างจังหวัด เป็นหลัก ก่อนจะเข้ามาบุกเข้าหากลุ่มลูกค้าในส่วนกลางด้วยบิลบอร์ดขนาดใหญ่ย่านสถานีรถไฟหัวลำโพง และสื่อทีวีบ้างแต่ไม่ได้ทุ่มงบประมาณจริงจังนัก  ทั้งคุณภาพของภาพยนตร์โฆษณา และเวลาที่ซื้อออกอากาศ

 

 

 

ตอกย้ำด้วย Emotional Branding

 

การทำตลาดอย่างจริงจัง เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อปีที่ผ่านมา โดยยศพร ได้ลงไปสำรวจตลาดต่างจังหวัดด้วยตนเอง ร่วมกับตัวแทนจำหน่าย พร้อมๆกับให้ทางบริษัท เอ.ซี นีลเส็น (ประเทศไทย) ทำข้อมูลวิจัยตลาดยาหม่องในเมืองไทย และก็พบว่า แบรนด์ ของยาหม่องตราถ้วยทองนั้น ยังเข้มแข็งอย่างมากๆ  ท่ามกลางผู้ผลิตรายใหม่  และผู้ผลิตสินค้าโอท็อบของชุมชนที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะยาหม่อง เป็นสินค้าที่ทำเลียนแบบได้ไม่ยาก และมีราคาไม่แพง

 

 โฆษณาชุดล่าสุด “Always” ของยาหม่องตราถ้วยทอง  ซึ่งบอกเล่าความผูกพันของสมาชิกครอบครัวหนึ่งที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สมาชิกในครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยู่เคียงคู่ครอบครัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลงคือความรักความห่วงใยระหว่างกันและกันที่สัมผัสผ่านการทาถูยาหม่องตราถ้วยทอง   

 

ปริษัท D&F แอดเวอร์ไทซิ่ง   เป็นผู้ร่วมถ่ายทอด ความผูกพันทางอารมณ์ครั้งนี้  ด้วยภาพยนตร์โฆษณา ที่ไม่ได้ย้ำตัวสินค้าเป็นหลัก แต่กินใจคนดูด้วยภาพ หลายยุคหลายสมัยที่เรียงร้อยเข้าด้วยกัน เสริมอารมณ์ด้วยเสียงดนตรีเมโลดี้ เพราะๆและข้อความดีๆ  ทุกอย่างรวมกันเป็นภาพยนตร์โฆษณาที่ทุกคนที่มีประสบการณ์ร่วมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น

 

 นอกจากเล่นกับความรู้สึกของคนด้วยโฆษณาชุดแรกของปีนี้แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดประมาณเดือนสิงหาคม 2549   ทางบริษัทถ้วยทองโอสถ จะตอกย้ำอีกครั้งด้วยโฆษณาชุดใหม่ที่คราวนี้โฟกัสชัดเจนไปยังภาพของตัวโปรดักส์เป็นหลัก หลังจากนั้นต้นปี 2550 ได้วางแผนการประชาสัมพันธ์ ไปที่คำว่าบริษัทถ้วยทอง โอสถจำกัดซึ่งมีนัยยะสำคัญเพื่อสะท้อนไปยังสินค้าตัวใหม่ๆของบริษัทที่จะทยอยออกมาวางตลาด

 

 ในกลุ่มยาหม่อง ผมไม่ได้โฟกัสกับตลาดที่เป็นตลาดใหม่  เน้นการรักษาตลาดเดิม  ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงวัยหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องใช้  เขาจะจำชื่อบริษัทเราได้  ยศพร อธิบายเพิ่ม เพื่อให้เห็นวิธีคิดของเขาชัดเจนขึ้น

 

 หลายปีที่ผ่านยาหม่องตราถ้วยทองไม่เคยลงมาทำสงครามราคา แต่เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2549  ยาหม่องในตลับและขวดขนาด2,4,8,12และ22กรัม ราคาขายเดิมเริ่มต้นที่ 4 บาทจนถึง 30บาท ปรับใหม่เป็นเริ่มต้นที่ราคา 5บาท จนถึง35บาท ทางออกที่สำคัญในยุคน้ำมันแพงนี้ก็คือเน้นในเรื่องการบริหารจัดการในระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น